มิวเซียมสยาม นิยามใหม่ของความเป็นไทย

มิวเซียมสยาม นิยามใหม่ของความเป็นไทย

ด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ใคร่จะสู้ดีสักเท่าไร ทำให้ผู้คนไม่ค่อยจะให้ความสำคัญกับการออกไปเที่ยวมากนัก ยิ่งถ้านึกถึงการไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ด้วยแล้วละก็ หลายคนอาจยิ่งรู้สึกขยาดเบื่อหน่ายกันไปเลยทีเดียว นั่นก็คงจะเป็นเพราะผู้คนต่างยังคงมีความคิดติดอยู่กับภาพลักษณ์ของพิพิธภัณฑ์แบบเก่าๆ ซึ่งมักจะมีลักษณะคล้ายกับคลังวัตถุหรือกรุมหาสมบัติโบราณที่ภายในมักจะมีบรรยากาศขมุกขมัว จัดแสดงศิลปะโบราณวัตถุอันเป็นสมบัติอันล้ำค่าของชาติวางเรียงรายอยู่มากมายภายในตู้กระจก ซึ่งเป็นเสมือนเครื่องขวางกั้นแบ่งแยกยุคสมัยของผู้เข้าชมออกจากโลกของวัตถุไว้อย่างชัดเจน ทำให้ผู้ชมเข้าถึงข้อมูลได้ยากและขาดการมีปฏิสัมพันธ์ในการเรียนรู้ แต่หากใครมีโอกาสได้ลองมาเที่ยวชมมิวเซียมสยามแห่งนี้แล้วคงจะต้องเปลี่ยนทัศนคติที่เคยมีต่อคำว่า“พิพิธภัณฑ์”เป็นแน่

เพราะที่นี่ถือได้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แนวใหม่ที่มุ่งเน้นสร้างสมประสบการณ์ในการชมพิพิธภัณฑ์ ส่งเสริมให้ผู้เข้าชมเกิดการเรียนรู้นอกตำราอย่างแท้จริง เน้นการกระตุกต่อมคิด การฝึกตั้งคำถาม จุดประกายให้เกิดความกระหายอยากรู้และการพยายามค้นหาคำตอบด้วยตนเองผ่านการเรียนรู้อย่างสนุกสนานจากการมีปฏิสัมพันธ์ต่อสื่ออินเตอร์แอคทีฟ ซึ่งได้รับการออกแบบโดยทีมงานผู้สร้างภาพยนตร์ “The Lord of The Ring” อันจะนำไปสู่การคิดต่อยอดอย่างไม่รู้จบ นอกจากนี้แล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ยังเปิดโอกาสให้จับต้องได้ ทำให้เรารู้สึกเหมือนราวกับได้ย้อนเวลากลับเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวในอดีตที่ถูกนำมาบอกเล่าภายในนิทรรศการเลยทีเดียว ที่มิวเซียมสยามแห่งนี้มีการจัดลำดับการเข้าชมอย่างเป็นลำดับ โดยเริ่มจากชั้นที่ 1 ขึ้นไปชั้นที่ 3 แล้วค่อยย้อนกลับมาที่ชั้น 2 เป็นอันจบขั้นตอนในการเยี่ยมชม

เมื่อเดินผ่านประตูทางเข้าและห้องขายตั๋วมาก็จะเป็นห้องเบิกโรง แต่หากไปไม่ทันเข้าชมภาพยนตร์สั้นในห้องเบิกโรงก็จะต้องรอชมรอบในถัดไป และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เจ้าหน้าที่จะแนะนำให้เข้าไปชมที่ห้องตึกเก่าเล่าเรื่องก่อน ซึ่งภายในห้องนี้จัดแสดงประวัติความเป็นมาของอาคารกระทรวงพาณิชย์เดิม การบูรณะซ่อมแซม ตลอดจนชี้ให้เห็นถึงโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมที่สลับซับซ้อนซึ่งสะท้อนภูมิปัญญาและความชำนิชำนาญการของสถาปนิกในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี

เมื่อเสร็จจากการเยี่ยมชมห้องตึกเก่าเล่าเรื่องเราก็มาต่อกันที่ห้องเบิกโรงกันเลย ที่ห้องนี้จะมีการฉายภาพยนตร์สั้นเป็นการเกริ่นนำเรื่องราวเข้าสู่การชมนิทรรศการภายในมิวเซียมสยามทั้งหมด ที่นี่เองที่เราจะได้พบกับตัวละครเอกทั้ง 7 ตัวที่จะพาเราย้อนกลับไปสู่อดีตและโน้มนำเราไปสู่การค้นหาคำตอบให้ถึงแก่นแท้ของรากเหง้าทางวัฒนธรรมไทยของเราผ่านการดำเนินเรื่องในหัวข้อ “เรียงความประเทศไทย” กันต่อในห้องถัดๆไป ซึ่งจะทำให้เรารู้สึกเหมือนราวกับได้มีโอกาสเข้าไปอ่านและกลายเป็นส่วนหนึ่งของบันทึกประเทศไทยเล่มหนึ่งเลยก็ว่าได้

ถัดมาจากห้องเบิกโรง เราก็จะมาพบกับบรรยากาศไทยๆภายในห้องไทยแท้ ห้องนี้จัดแสดงวัฒนธรรมทางวัตถุซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของไทยไว้ ถือว่าเป็นห้องที่มีพื้นที่ให้เราได้เดินขวักไขว่ถ่ายภาพกันได้อย่างสนุกสนานอีกห้องหนึ่งเลย เพราะภายในห้องนี้จะมีทั้งรถตุ๊กๆ ร้านขายส้มตำรถเข็น คนหาบเร่ขายไข่ปิ้ง ศาลพระภูมิ ฯลฯ จัดแสดงในบรรยากาศงานวัด ซึ่งสะท้อนเรื่องราวให้เราเห็นถึงวิถีชีวิตของคนไทยในสมัยก่อนได้อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้เราได้เข้าไปสวมบทบาทต่างๆในวิถีไทยดังกล่าวโดยจากการหยิบจับเคลื่อนย้ายทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในห้องนี้เพื่อเป็นการจัดองค์กอบให้กับภาพที่จะถ่ายได้อย่างอิสระเสรีด้วย

ห้องเปิดตำนานสุวรรณภูมิ เป็นห้องที่แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของสังคมก่อนที่จะมาเป็นบรรพบุรุษของชาวสุวรรณภูมิผ่านคำบอกเล่าของตัวละครที่ปรากฎบนจอแอลซีดีอินเตอร์แอคทีฟและหลักฐานข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ได้มีการขุดค้นพบในยุคต่อๆมา

ห้องสุวรรณภูมิจัดแสดงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่างๆที่ล้วนแล้วแต่สะท้อนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสุวรรณภูมิ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเกษตร การสร้างบ้านสร้างเมือง การติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ วิวัฒนาการทางความเชื่อเรื่องผี พราหมณ์ พุทธ ซึ่งบ่งบอกความเป็นสุวรรณภูมิ รวมถึงที่มาของการถูกขนานนามว่าเป็นดินแดนแห่งทอง ห้องนี้จึงเต็มไปด้วยเกมส์จำลองสถานการณ์ต่างๆให้เราได้ฝึกสมองประลองปัญญากัน

ที่ห้องพุทธิปัญญานี้จัดแสดงเรื่องราวที่เป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนาและเรื่องราวที่ชี้ให้เราเข้าใจถึงสัจธรรมของชีวิต ซึ่งโดยภาพรวมแสดงให้เห็นว่าสุวรรณภูมิในสมัยนั้นได้เริ่มมีศาสนาพุทธเข้ามาบ้างแล้ว และมีความเชื่อในเรื่องผลของการกระทำอย่างสมเหตุสมผลแล้วด้วย นอกจากนี้ภายในห้องยังมีเสียงบทสวดคาถา “เย ธมฺมา (เย – ทำ – มา)” ให้ฟังคลอไประหว่างที่เราอ่านเรื่องราวความเชื่อต่างๆในอดีตที่อยู่บนเสาฉลุทั้งสี่ต้นภายในห้อง อีกทั้งยังมีปริศนาธรรมที่แฝงอยู่กับลำแสงรูปดอกบัวประเภทต่างๆที่สาดส่องออกมาจากโคนและปลายของเสาแต่ละต้นให้เราได้ใคร่ครวญขบคิดกันเล่นๆ ซึ่งก็ทำให้เราสามารถซึมซับแก่นแท้ของธรรมะได้หลายทาง นับได้ว่าเป็นห้องที่ช่วยจรรโลงจิตใจให้แก่ผู้ที่แวะเวียนผ่านเข้ามาได้ดีทีเดียว

ห้องกำเนิดสยามประเทศเป็นห้องที่จัดแสดงเรื่องราวการก่อร่างสร้างดินแดนของแว่นแคว้นต่างๆขึ้นเป็นนครรัฐและการสืบตำนานประวัติความเป็นมาของท้าวอู่ทอง วีรบุรุษผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการผสมผสานทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมที่ได้หล่อหลอมความเป็นสุวรรณภูมิสืบต่อมา

ที่ห้องสยามประเทศเราจะพบกับหนังสือเล่มโตกางเปิดประจันหน้าให้แก่ผู้ที่จะเดินผ่านเข้ามา คล้ายๆกับเป็นการต้อนรับและเกริ่นนำไปสู่เนื้อหาประเด็นหลักของเรื่องที่จะเล่าต่อไปในห้องนี้ ซึ่งนำเสนอวิถีความเป็นอยู่ของบรรพบุรุษของชนชาติไทยในสมัยอยุธยาผ่านการจัดแสดงรูปจำลองเรือประเภทต่างๆตั้งแต่เรือพื้นบ้านไปจนถึงเรือที่ใช้ในพระราชพิธีเพื่อสื่อให้เห็นความยิ่งใหญ่ในการเป็นศูนย์กลางทางการค้าของสยามในสมัยกรุงศรีอยุธยา นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงแบบจำลองบ้านเมืองในสมัยนั้นให้เราได้เห็นสภาพความเป็นอยู่อันเป็นวิถีชีวิตที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับความเป็นเมืองน้ำไว้ด้วย

ห้องสยามยุทธ์เป็นห้องที่เกี่ยวกับการสงครามในสมัยอยุธยาซึ่งแสดงให้เห็นถึงความชาญฉลาดและความสมัครสมานสามัคคีของบรรพบุรุษของเราในอดีต ภายในห้องจึงเต็มไปด้วยอาวุธยุโธปกรณ์ที่ใช้ในการรบ อีกทั้งยังมีการจัดแสดงสถานการ์ณจำลองและเกมส์ฝึกทักษะให้เราได้ดูได้ชมและร่วมสนุกกันด้วย

ห้องจัดแสดงแผนที่ประเทศไทยห้องนี้สะท้อนแง่มุมของความยอกย้อนในเรื่องตำแหน่งที่ตั้งของดินแดนต่างๆในแต่ละยุคสมัยที่ปรากฏอยู่บนแผ่นกระดาษ สื่อให้เห็นถึงลักษณะทางกายภาพของผืนแผ่นดินในสมัยก่อนที่ยังไม่มีการแบ่งแยกในลักษณะใดๆเลย แต่แล้วเส้นแบ่งกั้นต่างๆ ก็ได้ถูกสร้างขึ้นมาโดยมนุษย์ในยุคต่อๆมาเพื่อสร้างความชัดเจนในเรื่องอัตตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดสังคมลักษณะเครือญาติและการแบ่งแยกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์อย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน

ห้องกรุงเทพฯภายใต้ฉากอยุธยาจัดแสดงเรื่องราวเมื่อครั้งสิ้นกรุงศรีอยุธยาและการสร้างเมืองใหม่ขึ้นมาแทน ซึ่งก็คือบางกอกหรือกรุงเทพฯของเรา ผ่านข้าวของเครื่องใช้และคำบอกเล่าของชนชาติต่างๆที่ได้เข้ามาตั้งรกรากตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของการสร้างเมืองและกลายมาเป็นบรรพบุรุษของคนไทยเชื้อสายต่างๆในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีแท่นบอร์ดแสดงการเปรียบเทียบโครงสร้างเมืองซึ่งชี้ให้เห็นลักษณะทางกายภาพของกรุงเทพฯที่ได้ถูกถอดแบบออกมาจากรากฐานโครงสร้างเดิมที่ดีอยู่แล้วของกรุงศรีอยุธยาซึ่งเคยเป็นราชธานีเดิมด้วย

ห้องชีวิตนอกกรุงเทพฯสื่อให้เห็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนในสมัยก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการประดิษฐ์คิดค้นอุปกรณ์เครื่องใช้และของเล่นไม้ต่างๆ การแฝงนัยยะทางวัฒนธรรมไว้กับพิธีกรรมและความเชื่อ รวมถึงการจำลองภาพวิถีเกษตรแต่ดั้งเดิมที่อยู่คู่คนไทยมาอย่างเนิ่นนานจวบจนถึงปัจจุบัน ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เราได้เห็นถึงวิถีการดำรงชีวิตของคนชนบทในสมัยก่อนที่มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันกับธรรมชาติรอบตัวได้อย่างกลมกลืนและพอเพียง

ห้องแปลงโฉมสยามประเทศจัดแสดงการเปลี่ยนแปลงสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 และเรื่องราวประวัติความเป็นมาของถนนเจริญกรุง ห้องนี้ดูจะตื่นตาตื่นใจมากกว่าห้องที่ผ่านๆมาเสียหน่อย เพราะสยามประเทศในตอนนั้นเริ่มมีการติดต่อกับชาวตะวันตกแล้ว ตึกรามบ้านช่องก็เริ่มจะสูงใหญ่และทันสมัยยิ่งขึ้น การคมนาคมก็ดูจะสะดวกสบายอยู่มากกว่ายุคก่อนๆ ส่วนสาธารณูปโภคก็มีให้ใช้สอยกันอย่างทั่วถึง เมื่อเข้ามาในห้องนี้แล้วนอกจากเราจะใด้เรียนรู้จากการซึมซับบรรยากาศอันเต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาแล้ว เราก็ยังสามารถลองสวมใส่เสื้อผ้าชุดไทยและเครื่องประดับโบราณหลายหลากชนิดกันได้อย่างสนุกสนานเพลิดเพลินด้วย ห้องนี้จึงดูจะเป็นห้องที่เปิดโอกาสให้เราได้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งของมากห้องหนึ่งเลย

ห้องกำเนิดประเทศไทยจัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ รวมถึงภาพเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในยุคแรกเริ่มของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของประเทศ จากสยามกลายมาเป็นประเทศไทยในปัจจุบันซึ่งเป็นระยะเริ่มต้นของวิวัฒนาการความเจริญก้าวหน้าทางสังคมและวัตถุที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ ส่วนจุดที่มีผู้ชมให้ความสนใจมากที่สุดก็เห็นจะเป็นการจำลองห้องส่งของสถานีโทรทัศน์ไทยทีวี ช่อง 4 บางขุนพรหมซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์ช่องแรกของไทยที่เปิดโอกาสให้เราสามารถขึ้นไปสร้างประสบการณ์การเป็นผู้ประกาศข่าวกันได้อย่างสมจริงและสนุกสนาน ซึ่งด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย การอ่านข่าวของเราจะถูกบันทึกไว้และมาปรากฏบนหน้าจอภาพให้ได้ชื่นชมผลงานของตนเองกันด้วย

เดินผ่านห้องกำเนิดประเทศไทยมาเราก็จะเข้ามาสู่ยุคของความเจริญรุ่งเรืองอย่างสุดโต่งอีกยุคหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ไทยซึ่งนำเสนอเรื่องราวภายใต้ชื่อห้องสีสันตะวันตก ห้องนี้จัดแสดงความเจริญทางวัตถุที่เข้ามาพร้อมกับอิทธิพลทางวัฒนธรรมตะวันตกในช่วงหลังสงครามโลก ซึ่งก็ทำให้บ้านเมืองเต็มไปด้วยชีวิตชีวาจากสีสันและเสียงเพลง ฉากในห้องนี้จึงจัดเป็นคาเฟ่ย้อนยุคซึ่งเป็นเสมือนจุดนัดพบแหล่งรวมพลของวัยรุ่นในสมัยนั้น เรียกได้ว่าเป็นห้องที่ดึงดูดความสนใจผู้เข้าชมได้มากที่สุดเลยทีเดียว ใครไปใครมาก็มักจะไม่พลาดที่จะมาหยุดถ่ายรูปที่ห้องๆนี้กันอยู่นาน เพราะนอกจากเด็กๆจะได้ตื่นตาตื่นใจกับแสงสีและความคลาสิคของบรรยากาศที่พวกเขาไม่เคยได้สัมผัสแล้ว ผู้ใหญ่รุ่นพ่อรุ่นแม่เองก็คงจะอิ่มเอมใจอยู่ไม่น้อยเมื่อมีโอกาสกระชากวัยราวกับได้ย้อนเวลากลับไปหวนรำลึกถึงและสูดกลิ่นอายแห่งวันวานในยามที่พวกท่านยังเป็นหนุ่มเป็นสาวกันอย่างชุ่มชื่นหัวใจ

ห้องเมืองไทยวันนี้เป็นห้องอุโมงค์กระจกขนาดใหญ่ที่มีโทรทัศน์ขนาดเล็กรายล้อมทั่วห้อง นำเสนอความคิดเห็นของคนในสังคมที่มีต่อเมืองไทยในแง่มุมที่ชี้ให้คนไทยทุกคนตระหนักถึงความสำคัญในรากเหง้าที่แท้จริงของตนเอง ซึ่งแม้จะตั้งอยู่บนความหลากหลายทางวัฒนธรรม แต่ก็ใช่ว่าจะต้องปิดกั้นตัวเอง บทสัมภาษณ์นานาทรรศนะในห้องนี้สอนให้เราเปิดใจให้กว้างและรู้จักเลือกที่จะรับเอาแต่ส่วนที่ดีๆ มาปรับใช้เพื่อให้ประเทศชาติเกิดการพัฒนาต่อไปได้อย่างไม่หยุดนิ่ง

ห้องมองไปข้างหน้าเป็นห้องที่เปิดโอกาสให้เราแสดงความคิดเห็นต่ออนาคตของประเทศว่าควรที่จะดำเนินต่อไปในทิศทางไหน ซึ่งทั้งนี้คนที่จะให้คำตอบได้ดีที่สุดก็คงจะเป็นพวกเรานี่แหละ อนาคตของชาติอยู่ในกำมือของพวกเราทุกคนแล้ว ไม่ใช่แค่เพียงของใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น

หลังจากที่ใช้เวลาเดินเล่นเตร็ดเตร่ภายพิพิธภัณฑ์มาหลายชั่วโมง การท่องเที่ยวของเราในวันนี้ก็ได้สิ้นสุดลงกันที่จุดคืนป้ายคล้องคอ ที่นี่เป็นแหล่งรวบรวมป้ายเพื่อจะนำกลับไปใช้หมุนเวียนสำหรับการเข้าชมในครั้งต่อๆไป ซึ่งหากลองสังเกตดูให้ดี ด้วยตัวเลขที่แตกต่างกันไปในแต่ละอัน เราก็จะพบว่าป้ายที่ห้อยติดกับเรามาตลอดการเดินทางอันนี้มันก็แลดูสวยงาม มีเอกลักษณ์ มีเรื่องราว และมีคุณค่าทางจิตใจแฝงอยู่ไม่น้อย เราจึงไม่พลาดที่จะเก็บภาพเพื่อนร่วมทางใบนี้ไว้เป็นที่ระลึกสำหรับบันทึกการท่องเที่ยวในวันนี้ด้วย

เวลาประมาณเกือบสี่ชั่วโมงในพิพิธภัณฑ์มิวเซียมสยาม นอกจากจะสอนให้เราได้เข้าใจถึงแก่นแท้ในรากเหง้าและเกิดความภาคภูมิใจในความเป็นไทยของเราแล้ว ก็ยังช่วยเปิดโลกทัศน์ของเราให้กว้างขึ้นเพื่อรับทรรศนะใหม่ๆเกี่ยวกับการแสวงหาความรู้ ว่าความรู้ที่แท้จริงนั้นไม่ได้หยุดอยู่แต่เพียงในตำรา เราสามารถเรียนและเล่นอย่างสนุกสนานไปพร้อมๆกันได้ตลอดเวลาจากการมีปฎิสัมพันธ์กับสิ่งที่อยู่รายล้อมรอบตัวเรา ซึ่งการเรียนรู้ในลักษณะนี้เองก็ยิ่งช่วยส่งผลต่อความทรงจำในระยะยาวด้วย เพราะเป็นการบันทึกข้อมูลในลักษณะของความประทับใจ ให้ผลทางความรู้สึกและความทรงจำมากกว่าการท่องจำ จึงสามารถนำไปใช้เป็นต้นทุนในการคิดต่อยอดต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่สิ้นสุด แต่ก็อย่างว่า…สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ ที่นี่เขาเปิดโอกาสให้เห็นให้จับต้องและถ่ายรูปได้ ถ้าใครมีเวลาก็อย่าลืมหาโอกาสมาเที่ยวชมกัน แล้วคุณจะพบว่าการไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิด เพราะมิวเซียมสยามแห่งนี้ได้ลบคราบความเป็นพิพิธภัณฑ์แบบเดิมๆที่เราเคยคิดว่าน่าเบื่อไปอย่างหมดสิ้นแล้ว

แผนที่ PDF — คลิกที่นี่

Be Sociable, Share!

About the Author